ติดต่อลงโฆษณา [email protected]

ผู้เขียน หัวข้อ: ลูกซัด มีประโยชน์เเละสรรพคุณ  (อ่าน 17 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ Cloudsupachai111

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 24,033
    • ดูรายละเอียด

ลูกซัด
ชื่อสมุนไพร  ลูกซัด
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  ไม่มีข้อมูล
ชื่อวิทยาศาสตร์   Trigonella foenum-graecum L.
ชื่อสามัญ  Fenugreek , Methi
วงศ์ LEGUMINOSAE (FABACEAE) - PAPILIONIODEAE
ถิ่นกำเนิด
ลูกซัดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมติเตอร์เรเนียน แล้วก็มีการกระจายประเภทไปในอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศในทวีปแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่น อียิปต์ , เอธิโอเปีย ในตอนนี้สามารถ พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วทั้งโลกอีกทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรปโดยส่วนมากนิยมใช้เม็ดของลูกซัดซึ่งมีกลิ่น เฉพาะบุคคล เป็นเครื่องเทศสำหรับการปรุงอาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นในอาหรับแล้วก็อินเดีย ส่วนแหล่งปลูกเพื่อการค้าขายที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศอินเดีย อียิปต์ ตูนีเซีย โมร็อกโก เอธิโอเปียประเทศฝรั่งเศส ประเทศตุรกี และ จีน
ลักษณะทั่วไป
ลูกซัดจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 60 เซนติเมตร รากแก้วขนาดใหญ่ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ หูใบขนาดเล็ก ก้านใบยาว 1-4 หรือ 1-6 เซนติเมตร ศูนย์กลางสั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือขอบขนาด กว้าง 0.5-2 เซนติเมตร ยาว 1.5-4 ซม. ดอกโดดเดี่ยวออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว สีเหลือง ยาว 1-1.5 ซม ฝักรูปขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-19 ซม. ผิวเกลี้ยง ในฝักมีเมล็ด 10-20 เม็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเหลืองทองคำ เมล็ดมีขนาดเล็ก ขนาดกว้าง 3 มม. ยาว 4 มิลลิเมตร หนา 1 มม. มีร่องตรงกลางเม็ด มีกลิ่นแรงส่วนตัว เม็ดมีรสฝาด มีกลิ่นหอมสดชื่น
การขยายพันธุ์
ลูกซัดสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด รวมทั้งการปักชำ โดยมีวิธีการเพาะเมล็ดและก็ใช้กิ่งปักชำ รวมทั้งกรรมวิธีปลูกเช่นเดียวกับพืชจำพวกอื่นๆปกติ
องค์ประกอบทางเคมี
เมื่อเล่าเรียนทางด้านองค์ประกอบทางเคมีพบว่าสาระสำคัญที่เจอในลูกซัดมีgalactomannan จำนวนร้อยละ 14-15 น้ำมันระเหยยาก (fixed oil) มีรสขมและกลิ่นเหม็น น้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 0.02 เจอสารกรุ๊ปAlkaloids ดังเช่นว่า trigonelline , สารกรุ๊ป saponin เช่น diosgenin, yamogenin, tigogenin, neotigogenin, Graecunin A-G sarsapogenin smilgenin trigofoenside A trigofoenoside B,C trigofoenoside D trigofoenoside F,G yuccagenin, gitogenin สารกรุ๊ปflaronoids เป็นต้นว่า vitexin, orientin, quercetin, luteolin kaempferol กรดอะมิโนชื่อ 4-hydroxyisoleucine

ที่มา : Wikipedia
นอกจากนั้น ลูกซัดยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้ ค่าทางโภชนาการของเมล็ดลูกซัดต่อ (100 กรัม) (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 1,352 kJ (323 kcal)
คาร์โบไฮเดรต 58 กรัม
เส้นใยอาหาร 25 กรัม
ไขมัน 6.4 กรัม
โปรตีน 23 กรัม
วิตามิน
Thiamine(B 1 ) ไทอะมีน (วิตามิน B1) 0.322 mg
Riboflavin (B 2 ) ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) 0.366 มก
ไนอาซิน(B 3 ) (วิตามิน B3) 1.64 มก
ไพริดอกซิน (วิตามิน บี6) 0.6 มก
โฟเลต(B 9 ) (วิตามิน B9) 57 ไมโครกรัม
แอสคอบิดเอซิด (วิตามินซี) 3 มก
แร่
แคลเซียม 176 มิลลิกรัม
เหล็ก 34 มก
แมกนีเซียม 191 มก
แมงกานีส 1.23 mg
ฟอสฟอรัส 296 มก
โพแทสเซียม 770 มก
โซเดียม 67 มก
สังกะสี 2.5 มก
ส่วนประกอบอื่นๆ
น้ำ 8.8 กรัม
ผลดี/คุณประโยชน์
ลูกซัดถูกประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร เพราะว่าให้กลิ่นหอมสดชื่น และก็มีรสขมเฉพาะตัว เป็นรสเสน่ห์อาหารอย่างหนึ่ง ซึ่งลูกซัดจะมีกลิ่นหอมหวนคล้ายขึ้นฉ่ายแต่แรงกว่า รสออกขมนิดๆขมหน่อยๆเมื่อจะใช้เขานำไปคั่วไฟก่อน ไฟจะต้องอ่อนมากมายๆเพราะเหตุว่าลูกซัดเปราะบาง ไหม้ง่าย เมื่อคั่วแล้วจะมีกลิ่นหอมยวนใจเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากคั่วด้วยน้ำมันเม็ดจะพองตัว รสออกขมเข้มขึ้น เจือด้วยรสเผ็ดนิดๆรวมทั้งด้วยคุณสมบัติกลิ่นและก็รสดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ลูกซัดจึงกลายเป็นส่วนผสมที่สำคัญใน ?ผงกะหรี่? อันเป็นเครื่องเทศสากลที่ใช้กันทั่วทั้งโลก แล้วก็ที่คนอินเดียใช้ ลูกซัดสำหรับในการดองมะม่วง พริก กระเทียมแล้วก็ผักอื่นๆทำเป็น Achar (อาจาด) ที่ใช้เป็นเครื่องแนมของสะเต๊ะ และในอีกหลายๆประเทศก็ยังมีการใช้ลูกซัดมาเป็นส่วนผสมของแป้งเพื่อตระเตรียมเป็นของกินชนิดต่างๆเป็นต้นว่า ขนมปัง แป้งพิซซ่า มัฟฟิน แล้วก็ขนมเค้ก แล้วก็มีการคิดค้นเพื่อพัฒนาลูกซัดในลักษณะของอาหารเพื่อสุขภาพ (functional food) และก็ สินค้าเสริมอาหาร (dietary supplement) อีกด้วย ในประเทศอินเดียวมีการใช้เมล็ดแก้ท้องเสีย รักษาโรคเกาต์ โรคเบาหวานขับนม กระตุ้นกำหนัด และขับรอบเดือน ส่วนในประเทศทางแถบยุโรป จะใช้เมล็ดรักษาเบาหวาน และก็ขับนม
สำหรับสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทย: ใช้เม็ด แก้ท้องเดิน กล่อมเสมหะแล้วก็อาจมแก้ธาตุทุพพลภาพแก้ท้องอืด ขับลมในไส้ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บดแล้วประยุกต์ใช้พอก ฝี ลดอาการบวม ทาแผลต่างๆแก้อักเสบบวม แก้ไอเรื้อรัง ช่วยทำให้ระดูมาปกติ
สรรพคุณแผนโบราณ ขับเสลด ทำให้ชุ่มชื้น ต่อต้านการอักเสบ ขับประจำเดือน ขับน้ำนมหลังคลอดบุตร รักษาโรคเบาหวาน ส่วนคนไทยในสมัยก่อนใช้น้ำสุกลูกซัดและก็เปลือกชะลูดต้มผ้า เพื่อผ้ามีกลิ่นหอมสดชื่นรวมทั้งแข็งจับกลีบได้ ซึ่งสารเมือกที่มีในลูกซัดนั่นเองที่ทำให้ผ้าแข็งเป็นเงาสวย ปัจจุบันได้มีการใช้เมือกของลูกซัดในการอาบกระดาษมัน รวมทั้งผสมสำหรับเพื่อการทำยาเม็ดเพื่อให้การแตกตัวของยาดียิ่งขึ้น
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
การใช้ลูกซัดในตอนนี้คือการใช้สำหรับในการบริโภคในรูปแบบของเครื่องเทศ และอาหารมากกว่า การใช้สำหรับในการเป็นยารักษาโรคเพราะเหตุว่าขนาดในการใช้ยารักษาโรคนั้นก็ยังไม่มีรายงานการศึกษาที่บ่งชัดถึงกับขนาดการใช้ที่สมควรแล้วก็มีความปลอดภัยที่แน่นอน
การเรียนทางเภสัชวิทยา
มีการเรียนรู้ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดสอบ ทั้งยังธรรมดาและถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวาน โดยพบว่าในหนูแรทที่ถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan เมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 0.06 0.2 0.5 รวมทั้ง 1 ก./กก. แล้วก็สารสกัด 70% เอทานอลจากใบ ขนาด 0.8 ก./กิโลกรัม เข้าทางท้อง และป้อนสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 1 2 รวมทั้ง 8 ก./กิโลกรัม มีผลลดน้ำตาลในเลือดของหนู ยาต้มแล้วก็สารสกัด 95% เอทานอลจากเม็ด ขนาด 0.5 มิลลิลิตร/ตัว สารสกัด 95% เอทานอลจากเมล็ด ขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และสารสกัดอัลกอฮอล์จากเมล็ด ขนาด1 2 รวมทั้ง 4 ก./กก. มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูที่ถูกรั้งนำให้บาหวานด้วย alloxan ได้เช่นกัน
ลูกซัดส่งผลเสริมฤทธิ์ของยารักษาเบาหวานโดยเมื่อให้ผงเมล็ดลูกซัดร่วมกับยา glicazide พบว่าลูกซัดจะเสริมรวมทั้งเพิ่มช่วงเวลาการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของยาในหนูแรทปกติ หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานด้วย alloxan monohydrate รวมทั้งในกระต่ายธรรมดา โดยไม่กระตุ้นให้เกิดการชักเนื่องมาจากน้ำตาลในเลือดต่ำ สารสกัดเอทานอล ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้ร่วมกับยาglibenclamide แก่หนูแรทปกติและก็หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานด้วย streptozotocin จะมีผลเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดเหมือนกันผงเม็ด ขนาด 15 กก. ส่งผลลดน้ำตาลในเลือดและอินซูลินของคนไข้ เมื่อทดลองด้วยวิธีการวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร (Meal tolerance test) เมื่อให้คนเจ็บ ปริมาณ 15 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเม็ดลูกซัดที่ขจัดไขมัน ปริมาณ 100 ก.นาน 10 วัน พบว่าระดับน้ำตาลรวมทั้งอินซูลินในเลือดน้อยลง ผู้ป่วย อายุระหว่าง38-54 ปี ปริมาณ 10 คน ที่กินอาหารซึ่งผสมผงเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 กรัม โดยแบ่งเป็นขนาดเท่าๆกัน กินวันละ2 มื้อ คือ ช่วงเวลากลางวันแล้วก็เย็น นาน 15 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง โดยลูกซัดส่งผลลดระดับน้ำตาลในพลาสมา เพิ่มการใช้เดกซ์โทรส และก็เพิ่ม insulin receptor บนเม็ดเลือดแดง ทำให้เพิ่มแรงต้านทานต่อเดกซ์โทรส แล้วก็เมื่อให้ผู้เจ็บป่วย จำนวน 60 คน รับประทานอาหารที่ผสมผงเมล็ดลูกซัดในขนาดเดียวกันนี้ นาน 24 อาทิตย์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดแล้วก็อินซูลินในผู้ป่วยลดลงเช่นเดียวกัน
การเรียน
 
ในอาสาสมัครร่างกายแข็งแรงที่กินแคปซูลผงใบลูกซัดขนาด 2.5 กรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 เดือน พบว่าไม่มีผลลดน้ำตาลในเลือด เมื่อให้คนปกติ จำนวน 6 คน รับประทานตำรับของกินที่ผสมผงเม็ดลูกซัดดิบ เมล็ดต้น รวมทั้งเมล็ดกำลังแตกออก ปริมาณ 12.5 ก. วันละครั้งเป็นอาหารเช้า หรือให้รับประทานตำรับยาซึ่งมีลูกซัด และ guar gum พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเม็ด ขนาด 25 กรัม ยางที่สกัดจากเมล็ด (gum) ขนาด 5 กรัม รวมทั้งใบ ขนาด 150 ก. มีผลลดน้ำตาลในเลือดของคนธรรมดาได้ เมื่อให้อาสาสมัครชายร่างกายแข็งแรงอายุ 20-30 ปี ปริมาณ 20 คน กินสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 40 มก./กก.พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง 13.4 ภายหลังจากได้รับสารสกัด 4 ซม. โดยส่งผลใกล้กันเล็กน้อย ดังเช่นว่า รู้สึกหิวปัสสาวะหลายครั้ง รวมทั้งเวียนศีรษะ
 
ยิ่งกว่านั้นยังมีงานศึกษาเรียนรู้วิจัย
 
จำนวนหนึ่งทำการทดสอบโดยให้สตรี ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรดื่มชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด ผลสรุปที่ได้ เป็น มีสัญญาณบ่งชี้ถึงจำนวนนมที่มากขึ้นของแม่ในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ไม่ได้บริโภคชาที่มีส่วนผสมของลูกซัด ก็เลยอาจพูดได้ว่า อาหารเพิ่มน้ำนมที่มีส่วนผสมของลูกซัดอาจช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนม และก็มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวเด็กในพักหลังคลอดได้ด้วย แต่ หลักฐานที่แจ่มชัดทางด้านการแพทย์เกี่ยวกับลูกซัดที่ชมรมกับการเพิ่มจำนวนนมในสตรีที่ให้นมบุตรยังคงมีจำกัดแล้วก็นักค้นคว้ายังระบุว่าควรมีการเรียนรู้เพิ่มอีกต่อไป
 
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
ลูกซัด การทดลองความเป็นพิษ ยาต้มจากใบ สารสกัดน้ำจากใบ หรือสารสกัดเอทานอล:น้ำจากเม็ดเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูแรท และก็หนูเม้าส์ มีค่าLD50 พอๆกับ 4 กรัม/กิโลกรัม 1.9 ก./กิโลกรัม รวมทั้ง 1ก/กก. เป็นลำดับ เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารกสัดน้ำจากใบพบว่ามีค่า LD50 เท่ากับ 10 กรัม/กก. สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์จากเมล็ด เมื่อทดสอบในกระต่ายและหนูแรทมีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 2 และ 5ก./กิโลกรัม ตามลำดับ
การกินเมล็ดลูกซัด ขนาด 25 ก./วัน ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษ การศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในคนเจ็บที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน โดยให้ทานอาหารที่เสริมผงเม็ดลูกซัด 25 ก. นาน 24 สัปดาห์ พบว่าไม่เป็นพิษต่อตับและก็ไต และไม่เจอความแตกต่างจากปกติของค่าทางเลือดวิทยา แม้กระนั้นมีระดับยูเรียในเลือดต่ำลงภายหลังรับประทาน 12 อาทิตย์
พิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากเมล็ด ความเข้มข้น 0.3 มก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ตับของหนูแรท โดยการทำให้กำเนิดความไม่ปกติของไครโมโซม
พิษต่อตัวอ่อน ไม่เจอความเป็นพิษต่อตัวอ่อน เมื่อป้องผงเมล็ดแห้ง ขนาด 175 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้แก่หนูแรทที่ตั้งท้อง เมล็ด ขนาด 2 กรัม/ตัว ไม่เป็นผลทำให้หนูแรทแท้ง
มีรายงานคนไข้ที่การเกิดอาการแพ้จากการสูดดมผงเมล็ดลูกซัด โดยการทำให้น้ำมูกไหลมากมาย หอบและก็หมดสติ แล้วก็ผู้เจ็บป่วยที่เกิดอาการแพ้จากการรับประทานเครื่องแกง ที่มีลูกซัดเป็นส่วนผสม โดยมีอาการหลอดลมบีบเกร็ง หอบ และท้องเดิน รวมทั้งจะเสริมให้แพ้มากในคนเจ็บที่แพ้ถั่วดินด้วย ในคนเจ็บที่เป็นอาการหอบหืดเรื้อรังซึ่งใช้ผลเมล็ดลูกซัดสำหรับแก้รังแค พบว่าทำให้หนังศีรษะหมดความรู้สึก หน้าบวม และก็หอบ
 
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

1. ไม่เสนอแนะให้คนที่แพ้ของกินจำพวกถั่วทานลูกซัด เพราะเหตุว่าถั่วลูกซัดเป็นพืชตระกูลถั่ว แม้ว่าจะจัดเป็นเครื่องเทศก็ตาม
2. หญิงท้องไม่สมควรทานถั่วลูกซัด ด้วยเหตุว่าถั่วลูกซัดบางทีอาจเข้าไปกระตุ้นการหดตัวของมดลูกได้
3. ต้องระวังการใช้ลูกซัดร่วมกับยารักษาโรคเบาหวาน ดังเช่น ยาในกรุ๊ป sulfonylureas ตัวอย่างเช่น chlorpropamide, glibencamide, glipizide, gliclazide, gliquidone รวมทั้ง glimepiride เพราะว่าลูกซัด อาจไปเสริมฤทธิ์ของยา
4. อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงมากเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้นแม้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะกินลูกซัด ควรจะขอคำแนะนำแพทย์และอยู่ภายใต้ข้อเสนอแนะของหมออย่างใกล้ชิด
5. ควรรอบคอบสำหรับการใช้ร่วมกับยาสลายลิ่มเลือด ได้แก่ warfarin หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวของเกร็ดเลือด อาทิเช่น กระเทียม หรือแปะก๊วย เนื่องจากว่าอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการตกเลือดได้
6. ลูกซัดบางทีอาจมีผลนำไปสู่ผลกระทบอื่นๆได้ ตัวอย่างเช่น ท้องร่วง ท้องไส้ป่วนปั่น เรอ มีก๊าซในช่องท้อง หรือเยี่ยวมีกลิ่นคล้ายเมเปิลไซรัป
7. แม้ยังไม่มีรายงานการใช้ในสตรีท้องและก็ให้นมลูก แม้กระนั้นสตรีท้องและก็ให้นมลูก แต่ว่าสตรีท้องควรระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้ ด้วยเหตุว่าลูกซัดส่งผลลดน้ำตาลในเลือด ยิ่งกว่านั้นยังมีรายงานศึกษาเรียนรู้ว่า สารสกัดน้ำ 95% เอทานอล และก็เมทานอลจากเมล็ด มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูที่กำลังมีท้อง ด้วยเหตุนี้ อาจมีผลก่อให้เกิดแท้งลูกได้ ดังนั้นควรขอคำแนะนำแพทย์แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้รวมทั้งไม่สมควรใช้ในปริมาณมาก แล้วก็ตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆ
 
เอกสารอ้างอิง

  • ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.ลูกซัด...เครื่องเทศมีประโยชน์.จุลสารข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่35.ฉบับที่1 ตุลาคม.2560
  • Chan HT, So LT, Li SW, Siu CW, Lau CP, Tse HF. Effect of herbal consumption on time in therapeutic range of warfarin therapy in patients with atrial fibrillation. J Cardiovasc Pharmacol. 2011;58(1):87-90.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร อรนุช โชคชัยเจริญพร.บรรณาธิการ.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน เล่ม 4 กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด,2543:740 หน้าhttps://www.disthai.com/
  • นิจศิริ เรืองรังสี เครื่องเทศ.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2542:206 หน้า.
  • อรัญญา ศรีบุศราคัม.ลูกซัด...แก้เบาหวาน.จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่ 27.ฉบับที่1 ตุลาคม.2552.หน้า4-11
  • El Bairi K, Ouzir M, Agnieszka N, Khalki L. Anticancer potential of Trigonella foenum graecum: cellular and molecular targets. Biomed Pharmacother 2017;90:479-91.
  • ลูกซัด..ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีEthan M. Natural standard herb and supplement reference: evidence-based clinical reviews. New York: Elsevier Mosby; 2005.
  • Lu FR, Shen L, Qin Y, Gao L, Li H, Dai Y. Clinical observation on Trigonella foenum-graecum L. total saponins in combination with sulfonylureas in the treatment of type 2 diabetes mellitus. Chin J Integr Med. 2008;14(1):56-60.
  • Nagulapalli VKC, Swaroop A, Bagchi D, Bishayee A. A small plant with big benefits: fenugreek (Trigonella foenum-graecum Linn.) for disease prevention and health promotion. Mol Nutr Food Res. 2017;61(6):1-26.
  • Izzo AA, Di Carlo G, Borrelli F, Ernst E. Cardiovascular pharmacotherapy and herbal medicines: the risk of drug interaction. Int J Cardiol. 2005;98(1):1-14.
  • Lambert JP, Cormier J. Potential interaction between warfarin and boldo-fenugreek. Pharmacotherapy. 2001;21(4):509-12.